8 ทิปส์ เริ่มต้นวันใหม่อย่างสดใส

October 27, 2009 No comments »

8 ทิปส์ เริ่มต้นวันใหม่อย่างสดใส

นอนหลับ

8 ตื่นอย่างสดใสด้วย เคล็ดเด็ดแสนง่ายดาย (Lisa)

การ กระทำและการกินที่ถูกต้องจะทำให้คุณมีสมาธิ แข็งแรง และมองโลกในแง่ดีอย่างที่คุณต้องการ เพื่อที่จะฝ่าฟันวันอันแสนยุ่งเหยิงไปให้ได้ วันนี้เรามี 8 ทิปส์ ที่จะปลุกตัวเองให้เริ่มต้นวันใหม่อย่างสดใสมาฝากกัน

1.เรียกพลังด้วยสี

“การ ได้มองเห็นสีสันที่สดใส และคึกคักเมื่อคุณลืมตาขึ้นมา จะทำให้อะดรีนาลีนของคุณสูบฉีด และพลังที่แล่นขึ้นมาทันทีเช่นนั้นช่วยเคลียร์ความง่วงเหงาหาวนอน ซึ่งทำให้คุณตื่นตัว” ลีอาทริซ ไอส์แมน ผู้อำนวยการบริหารของ Pantone Color Institute บอกเช่นนั้น เลือกหมอนอิงสีแดง ส้ม เหลือง หรือบานเย็น หรือผ้าห่ม หรืองานศิลปะสักชิ้นในบริเวณที่คุณมองเห็นเป็นสิ่งแรกในตอนเช้า หรือใส่ชุดนอนสีเหล่านี้ หรือทำให้อาหารเช้ากระตุ้นสายตามากขึ้น (แถมเพิ่มคุณค่าอาหาร) ด้วยน้ำทับทิมหรือแครนเบอร์รี่ ที่อุดมด้วยแอนตี้ออกซิแดนต์พร้อมด้วยส้มสักผล

2.ดื่มเครื่องดื่มให้พลังงานทันที

การดื่มน้ำแก้วใหญ่ ๆ ทันทีที่คุณตื่นขึ้น เป็นวิธีที่ดีในการเติมความชุ่มชื้นที่ร่างกายสูญเสียไปตลอดคืน และให้พลังงานในทันที “ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในร่างกายคุณต้องการน้ำ” พญ.ฮอลลี่ แอนเดอร์สัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการแพทย์แห่ง  Weill Comell Medical Center บอก “เมื่อได้รับน้ำไม่เพียงพอ ระบบของคุณจะต้องทำงานหนักกว่าเดิม ซึ่งอาจทำให้อ่อนล้าได้” ที่จริงแล้วแม้แต่การลดลงไปของน้ำที่เก็บกักในร่างกายเพียงแค่ 2% ก็สามารถทำให้คุณอิดโรยทั้งร่างกายและจิตใจได้แล้ว

3.กุ๊กกิ๊กยามเช้า

กิจกรรมทางกายเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุด ในการขับไล่อาการง่วงเหงาหาวนอน และการมีเซ็กซ์ก็เพิ่มระดับสารเคมีในร่างกาย ที่เกี่ยวข้องกับความแข็งแรง (เทสทอสเทอโรน) พลังงาน (โดพามีน) และความสงบ (ออกซิโทซิน) ดร.เอเลน อี.ฟิชเชอร์ ศาสตราจารย์ด้านการวิจัยของภาควิชามานุษยวิทยา ที่มหาวิทยาลัยรัทเกอร์บอกเช่นนั้น- -ช่างเป็นวิธีเริ่มต้นวันใหม่ที่แสนยอดเยี่ยมอะไรเช่นนั้น!

4.ตื่นมากับดอกกุหลาบ

การได้เห็นช่อดอกไม้บานทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ทำให้ผู้หญิงในการศึกษาวิจัยชิ้นใหม่รู้สึกอารมณ์ดี และมีพลังวังชาที่ยาวนานไปตลอดทั้งวัน ดร.แนนซี่ เอทคอฟฟ์ แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดบอก

5.นึกถึงภาพของวันที่รออยู่

เมื่อตื่นขึ้น หลับตาและนึกภาพตัวเองในภาวะที่ตื่นตัวและมีพลังวังชา “การนึกภาพกิจกรรมจุดไฟในส่วนเดียวกับสมองที่คุณใช้ เมื่อคุณทำกิจกรรมนั้นจริง ๆ” ดร.เดน่า ไลท์แมน นักจิตวิทยาด้านพฤติกรรมในเมืองอบิงตัน สหรัฐฯ บอก “การคิดในแง่บวกถึงวันที่รออยู่ทำให้คุณมีพลังวังชา”

6.ให้แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามา

แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาทำให้คุณตื่นตัวมากขึ้น ฉะนั้น อ่านหนังสือพิมพ์ข้างหน้าต่างที่มีแสงส่องถึง หรือก้าวออกไปข้างนอกชั่วครู่เพื่อรับแสงแดดยามเช้า “แสงแดดให้สัญญาณแก่ร่างกายในการหยุดสร้างเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้คุณง่วงนอน” ดร.เจมส์ บี แมสส์ บอกเขาเป็นศาสตราจารย์และอดีตกรรมการ ของภาควิชาจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ มันยังเพิ่มระดับเซโรโทนินในสมอง ซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำให้อารมณ์ดีด้วย

7.นวดหน้า

การนวดหน้ากระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และแน่นอนว่าทำให้รู้สึกตื่นตัว ผู้เชี่ยวชาญด้านสปาบอกเช่นนั้น เริ่มต้นนวดที่หน้าผากและไล่ลงมาที่คาง โดยใช้การกดหรือตบเบา ๆ ด้วยปลายนิ้ว ให้ความหนักและจังหวะที่แตกต่างกันไป จนกระทั่งคุณนวดทั่วไปใบหน้า โบนัสก็คือการทำแบบนี้ทำให้คุณดูเปล่งปลั่งขึ้นด้วย

8.อย่าชะลอเวลาการปลุก

เวลาที่คุณกดปุ่มนาฬิกาปลุกสมองของคุณจะรู้ว่ามันจะดังขึ้นมาอีก ในสองสามนาทีต่อมา คุณจึงจะไม่หลับลึก ซึ่งเป็นช่วงที่คุณจะได้พักผ่อนมากกว่า นั่นหมายความว่า คุณจะเหนื่อยอ่อนกว่า ที่คุณจะลุกขึ้นมาทันทีที่มันดังครั้งแรกวิธีที่ดีกว่าก็คือ “ตั้งนาฬิกาปลุกในเวลาที่คุณต้องตื่นจริง ๆ” ดร.โจดี้ มินเดลล์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการของ Sleep Disorders Center ที่โรงพยาบาลเด็กในฟิลาเดลเฟียบอก “การได้นอนเพิ่มขึ้น โดยไม่ถูกขัดจังหวะจะทำให้คุณได้พักผ่อนมากกว่า และสดชื่นกว่าเมื่อตื่นขึ้น”

ขอให้ผู้อ่าน สุขภาพดีกันทุกๆคนนะคะ

วิตามินซี เสริมดีหรือไม่

October 5, 2009 No comments »

วิตามินซี เสริมดีหรือไม่

ตอน เด็ก ๆ หลายคนชอบกินวิตามินซีชนิดเม็ด เพราะคุณพ่อคุณแม่หาซื้อมาประเคน นัยว่าป้องกันโรคลักปิดลักเปิด พอโตขึ้นหลายคนก็ยังกินอยู่ เพราะสะดวก หรือบางคนอาจจะไม่ชอบกินผลไม้ดังนั้นเพื่อ ให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลในเรื่องนี้ X-RAY สุขภาพ จึงมาพูดคุยกับ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

นพ.กฤษดา กล่าวว่า วิตามินซีชนิดเม็ดที่ขายกันอยู่มีทั้งวิตามินซีธรรมชาติ และสังเคราะห์ โดย ชนิดที่เป็นสารสัง เคราะห์ ประกอบด้วย กรดแอสคอบิก ผสมกับน้ำเชื่อมข้าวโพด หรือ คอร์นไซรัป มีการเติมสี แต่งกลิ่น แต่งรส ดังนั้นการกินวิตามินซีชนิดเม็ดจะได้ความหวานด้วย โดยเฉพาะที่เป็นชนิดแบบอมเล่น รสผลไม้ ทั้งหลาย

ถามว่า วิตามินซี ชนิดเม็ดให้คุณค่าเช่นเดียวกับผลไม้ที่มีวิตามินซีหรือไม่ ขอเรียนว่า ถ้าเป็นวิตามินซีธรรมชาติจะให้คุณค่าไม่ต่างจากผลไม้อุดมวิตามินซีทั่วไป แต่ถ้าเป็นวิตามินซีสังเคราะห์มีงานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าอาจทำให้เกิด มะเร็งมากขึ้นในหนูทดลองและทำให้หลอดเลือดแข็งตีบในคนได้

โดยหลักในการเลือกซื้อวิตามินซีธรรมชาติไม่ให้ดูแค่คำว่า ธรรมชาติ หรือ Natural ข้างฉลากเท่านั้น หากแต่ต้องดูคำว่า ผลิตจากผักและผลไม้ในสภาวะที่เหมาะสม หรือ Made from fruits and vegetables below 70 degrees แทน

สำหรับ ความจำเป็นในการกินวิตามินซีชนิดเม็ด นพ.กฤษดา บอกว่า หากกินผักผลไม้ไม่ค่อยไหวก็อาจรับประทานได้บ้าง แต่ไม่ใช่ใช้แทน เพราะอย่างไรก็ดีวิตามินจะดูดซึมได้ดีต้องมีสารธรรมชาติบางชนิดในผลไม้นั้น ๆ ช่วยด้วย ดังนั้นสูตรสำเร็จสำหรับผู้รักที่จะกินวิตามินซีก็คือ กินอาหารเสริมบวกอาหารสดนั่นเอง

อาหารที่มีวิตามินซีมาก ได้แก่ ฝรั่งกลมสาลี่ มะขามเทศ มะขามป้อม มะละกอแขกดำ พุทรา แอปเปิ้ล และส้มโอขาวแตงกวา ซึ่งจะสังเกตได้ว่าความเปรี้ยวไม่ใช่ตัวบอกวิตามินซี เพราะจะเห็นว่าผลไม้เปรี้ยวจัดอย่างมะยมหรือลูกเสาวรสไม่ติดอันดับต้น ๆ เลย

นอกจากนี้อาหารธรรมชาติที่นึกไม่ถึงอีกชนิดที่มีวิตามินซีมาก คือ ปลาทะเลดิบ มีกรด แอสคอบิกมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้ว่าชาวเอสกิโมนั้นแม้ไม่ค่อยได้บริโภคพืชผักผลไม้ ก็ยังไม่เป็นโรคขาดวิตามินซี

กลุ่ม คนที่ควรรับประทานวิตามินซี คือ ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่เป็นโลหิตจางและผู้รับประทานมังสวิรัติ เพราะบุหรี่หนึ่งมวนจะผลาญวิตามินซีไปเท่ากับส้มเขียวหวานราว 1 ผลเลยทีเดียว ส่วนโลหิตจางบางชนิดกับคนกินมังสวิรัตินั้นมักขาดธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์จึง ต้องอาศัยวิตามินซีช่วยจับธาตุเหล็กให้มากขึ้นแทน รวมถึงผู้ที่เริ่มสูงวัยหรือผิวพรรณเริ่มเสื่อมไป วิตามินซีจะช่วยกวาดสนิมแก่ ช่วยเพิ่มคอลลาเจน ซึ่งเป็นเสมือนกระดูกของผิวให้คงรูปไม่เหี่ยวย่นเร็วเกินวัย วิตามินซียังช่วยเสริมภูมิให้กับผู้ป่วยภูมิแพ้เรื้อรัง ไอเรื้อรังหรือเป็นหวัดบ่อย นอกจากนี้ยังแก้เครียดด้วย เพราะเกี่ยวพันกับต่อมหมวกไตในการสร้างฮอร์โมนต้านเครียดและการอักเสบชื่อ ว่า คอติซอล

กินวิตามินซีมากไปมีผลเสียหรือไม่? นพ.กฤษ ดา กล่าวว่า มีแน่นอน การกินนับสิบ ๆ เม็ดหรือบ้างก็ใช้ฉีดเข้าเส้นกันโดยหวังว่าจะรักษามะเร็งและโรคร้ายอื่นได้ มีงานวิจัยที่แสดงว่าวิตามินซีปริมาณมากอาจทำให้เกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ได้ เพิ่มอัตราการเกิดมะเร็งในหนูทดลอง ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบแข็งในมนุษย์ ทำให้ขาดธาตุทองแดงและน้ำย่อยสำคัญในร่างกาย ส่วน อาการเตือนในช่วง แรกที่กินมากไปทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ที่สังเกตได้ อาทิ คลื่นไส้ ถ้ากินมากถึงแก่อาเจียน แสบร้อนกระเพาะอาหาร จุกใต้ลิ้นปี่ ระคายทางเดินอาหาร ถ่ายเหลว ปัสสาวะสีเข้ม

อย่าง ไรก็ตามไม่ต้อง ตระหนกอกสั่นกับ วิตามินซีเป็นพิษ มาก เพราะว่ามันละลายน้ำได้ ถ้าได้เยอะเกินไปร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะโดยอัตโนมัติ ไม่ได้เป็นอันตรายอะไร จะแย่หน่อยก็ตรงเสียดายว่ามันจะกลายเป็นฉี่แพงไปหน่อยเท่านั้นเอง

สารอาหารเพื่อสมอง

No comments »

สารอาหารและการปรับพฤติกรรมประจำวันเพื่อสมอง

เท่าที่ทุกคนทราบว่า สมองไม่เคยหลับ ครั้งนี้อยากจะตอกย้ำให้ทุกคนตระหนักว่า สมองต้องการสารอาหารดีมีประโยชน์ ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องเพราะ สมองทำหน้าที่ควบคุมและสั่งการทำงานของร่างกายทุกส่วนทั้ง กระพริบตา เคลื่อนไหวร่างกาย เรียนรู้ ความจำ ความรู้สึก และอารมณ์

มีข้อมูลทางโภชนาการมากมายที่ให้คำแนะนำว่าอยากให้สมองเฉียบแหลม อยู่เสมอ ต้องเลือกสารอาหารดีมีประโยชน์
1. กลุ่มวิตามินบี ได้แก่ วิตามินบี 1 บี2 ไทอะซิน บี6 บี12 แพนโธทีนิค และกรดโฟลิค
- ช่วยเร่งการส่งต่อข้อมูลของเซลล์สมอง
- ช่วยป้องกันสมองเสื่อม
- การทานกรดโฟลิค วิตามินบ ี6 และวิตามินบี 12 จะช่วยกันทำงานในการลดระดับ โฮเมซิลเทอีนในเลือด (หากเมื่อใดที่โฮโมซีสเทอีนสูง จะลดความจำ การเรียนรู้และความเป็นเหตุผล)
- ช่วยเพิ่มความจำ
2. ธาตุเหล็ก มีผลต่อการนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง
การเสริมธาตุเหล็กในผู้ที่ขาดธาตุเหล็ก จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้ายที่ทำหน้าที่วิเคราะห์หรือใช้ความคิด เพิ่มทักษะในการใช้คำพูดและทำให้สมองทำงานดีขึ้น
3. โคลีน เป็นองค์ประกอบสำคัญในเยื่อหุ้มสมองและสารเคมีในเซลล์สมอง
4. ฟอสฟาติดิลโคลีน เป็นสารประกอบที่พบในเซลล์สมอง อาจช่วยเซลล์สมองนำคลื่นประสาท เพิ่มการสื่อสารภายในสมอง ช่วยเพิ่มความจำ
5. วิตามินอี เบต้าแคโรทีน คาร์โรทีนอยด์ กรดไลโปอิด จะช่วยปกป้องเนื้อเยื่อสมองจากอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์, เพิ่มความจำ และสมาธิ
6. น้ำมันปลา แหล่งของโอเมก้า 3 ช่วยป้องกันความจำเสื่อม เพิ่มความสามารถในความคิด
7. เวย์โปรตีนเข้มข้น แหล่งของกรดอะมิโนจำเป็นที่ครบถ้วน ช่วยลดความวิตกกังวล คลายความเครียด เพิ่มสมาธิ

นอกจากสารอาหารดี มีประโยชน์แล้ว การปรับพฤติกรรมประจำวัน ก็จำเป็นยิ่งที่จะช่วยส่งเสริมการทำงานของสมองที่ดีได้ คือ
- รับประทานอาหารให้เป็นเวลา – เพิ่มไม่ให้สมองขาดเชื้อเพลิงในการทำงาน เพราะสมองคนเราต้องการน้ำตาลกลูโคส เพื่อใช้เป็นพลังงานอย่างสม่ำเสมอ
- ไม่งดอาหารเช้า – การบริโภคอาหารเช้า จะสร้างความคิดได้เร็ว มีความจำดีกว่าโต้ตอบได้รวดเร็วขึ้น
- เลือกอาหารไขมันต่ำที่มีคุณภาพ – อาหารที่มีไขมันสูง จะทำให้สมองเฉื่อยชา อ่อนล้า ไม่สดชื่น ง่วงนอน สมาธิลดลง
- รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม – ผู้ที่มีไขมันในร่างกายมากมีแนวโน้มที่จะมีความจำและความสามารถในการคิดลดลง
- ดูแลสุขภาพหัวใจ ลดโคเลสเตรอรอล ลดระดับโฮโมซิสเทอีน
- ถ้าระดับโฮโมซิสเทอีนสูง จะลดความจำ การเรียนรู้ เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ
- หากระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูง จะทำให้หลอดเลือดแดงอุดตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง
- ออกกกำลังกายสม่ำเสมอ – จะเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง

อ้างอิงวารสารสายใยสุพรีเดอร์ม

หนุนระบบสุขภาพไทยให้เข้มแข็งอย่างพอเพียง

September 11, 2009 No comments »

หนุนระบบสุขภาพไทยเข้มแข็งอย่างพอเพียง

วิถี การบริโภคของคนไทยในอดีตจะเน้นการกินผักพื้นบ้าน และปรุงอาหารรับประทานกันเองในครอบครัวทำให้คนไทยสมัยก่อนไม่ค่อยมีโรคประจำ ตัวโดยเฉพาะมะเร็งลำไส้แทบจะไม่มีใครรู้จัก จนกระทั่งกระแสการกินแบบตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลทำให้วิถีการกินของคนสมัยนี้ เปลี่ยนไป จากที่เคยทำอาหารทานกันที่บ้านก็หันไปพึ่งอาหารประเภทฟาสฟูดส์ ซึ่งอุดมไปด้วยแป้ง และไขมัน และที่สำคัญหากินง่าย ทำให้เด็กรุ่นใหม่รวมถึงผู้ใหญ่บางคนไม่กินผัก ละเลยการออกกำลังกายจนเกิดภาวะโรคอ้วน และสิ่งที่ตามมาก็คือโรคร้ายหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นความดัน เบาหวาน ไตวาย และโรคมะเร็ง เป็นต้น

จาก การคุกคามของกระแสนิยมตะวันตก ทำให้ช่วงหนึ่งคนไทยหลงลืมภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมของปู่ย่า ตา ยาย ที่สอนให้ลูกหลานกินผัก สมุนไพร เพื่อรักษาและบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่างๆ เช่น การกินหัวหอม แก้หวัด กินกระเทียมแก้ไอ รวมถึงการกิน ขมิ้นไพล แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เป็นต้น นอกจากจะหาได้โดยทั่วไปในบ้านเราแล้วยังไม่ต้องเสี่ยงกับอาการข้างเคียง ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นเหมือนกับยาแผนปัจจุบันซึ่งมีราคาแพงเพราะต้องนำเข้าจากต่าง ประเทศเป็นหลัก

นพ.ประพจน์ เภตรากาศ รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า การพัฒนาภูมิปัญญาไทย สุขภาพวิถีไท มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพของประเทศ และเกิดการพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพ โดยการจัดการความรู้ภูมิปัญญาไทย สุขภาพวิถีไทในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่น จนถึงระดับประเทศ เกิดการพัฒนายาไทยและสมุนไพรตั้งแต่การผลิตระดับชุมชน สถานบริการสาธารณสุข และโรงงานผลิตยาไทยที่มีคุณภาพ มาตรฐาน

มี การเพิ่มมูลค่าและปริมาณการใช้ยาไทยและยาสมุนไพรอย่างน้อย 25% ทั้งส่งเสริมให้มีระบบและกลไกที่เข้มแข็งในการคุ้มครองภูมิปัญญาไทยด้านการ แพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ภายใน 5 ปี ซึ่งดำเนินการภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน ได้แก่

1. การสร้างและจัดการความรู้ ด้านการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก เพื่อให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง และเกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการใช้ประโยชน์ระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย ผู้บริหาร บุคลากรด้านสาธารณสุข นักวิชาชีพ หมอพื้นบ้าน หมอแผนไทยและประชาชนผู้รับบริการ

2. การพัฒนาระบบสุขภาพ การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก เพื่อให้ระบบสุขภาพการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือกในส่วนที่เป็นระบบสุขภาพภาคประชาชน มีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งของชุมชนท้องถิ่น และประชาชนในการดูแลสุขภาพ สามารถเชื่อมโยง ประสาน ผสมผสานกับระบบบริการสาธารณสุขของประเทศ และเพื่อให้การบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในส่วนที่เป็นระบบ บริการภาครัฐและภาคเอกชน

3. การพัฒนากำลังคน ด้านการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก เพื่อให้รู้สถานการณ์กำลังคนด้านการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก รวมทั้งรู้ศักยภาพ ความรู้ ความสามารถของกำลังคนในด้านนี้ เพื่อที่จะได้มีทิศทางในการผลิตและพัฒนากำลังคนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถและมีปริมาณอย่างเพียงพอกับความต้องการ

4. การพัฒนายาไทยและยาสมุนไพร เพื่อให้ยาไทยและยาสมุนไพรมีมาตรฐาน ตั้งแต่การผลิตระดับชุมชน ระดับสถานบริการสาธารณสุข และระดับโรงงานผลิตยา มีการศึกษาและวิจัย เป็นที่ยอมรับและบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติเพิ่มมากขึ้น

5. การคุ้มครองภูมิปัญญาไทย ด้านการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทย ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและมวลมนุษยชาติ ไม่ตกเป็นผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม หรือเกิดความไม่เป็นธรรมในการใช้ประโยชน์ การคุ้มครองภูมิปัญญาไทยต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมและ ต้องพัฒนากลไกทางด้านกฎหมาย รวมทั้งความร่วมมือในระดับภูมิภาค

นพ.ประพจน์ กล่าวว่า การดำเนินงานและกำหนดทิศทางสมุนไพรไทย จะต้องมีการพัฒนาด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์แผนไทย และจะต้องมีการทำงานวิจัยที่ชัดเจน และมีความเป็นอิสระในการทำงานวิจัยอย่างแท้จริง

ขณะ เดียวกันการผลักดันให้สมุนไพรไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้นั้น ต้องเริ่มจากให้ประชาชนเห็นความสำคัญของสมุนไพรไทย และนำเข้ามาใช้ในวิถีชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งหากทำได้ดังที่กล่าวมานั้น ต่างชาติจะให้การยอมรับเหมือนกับอาหารไทย

อย่าง ไรก็ตามปัญหาของการแพทย์แผนไทยคือ การขาดแคลนบุคลากรทางด้านการแพทย์แผนไทย รวมทั้งองค์ความรู้ต่างๆ ที่ขาดหายไป ซึ่งการแก้ไขปัญหาคือ การสนับสนุนให้มีการวิจัยมากขึ้น ควรมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการใช้สมุนไพรและแพทย์แผนไทยมากขึ้น รวมทั้งภาครัฐต้องให้การสนับสนุน

ทุก ภาคส่วนในสังคมไทยมีหน้าที่ที่จะต้องร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน และเร่งรัดการพัฒนาการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้เกิดผลอย่างจริงจัง เพื่อเป็นทางเลือกด้านสุขภาพของประชาชน รวมไปถึงการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งระดับชุมชน และระดับชาติ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมไทย และเพื่อเป็นการสร้างกระแสให้คนไทยหันมาบริโภคผักสมุนไพรมากขึ้น

กระทรวง สาธารณสุข โดย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก จึงได้ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย ร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิปัญญาไทย สุขภาพวิถีไท จัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 6 ขึ้น ระหว่างวันที่ 2 – 6 ก.ย. 52 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เน้นพึ่งพาตนเองด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ให้ความสำคัญกับพืชผักสมุนไพร สร้างเศรษฐกิจไทย ต้านภัยไข้หวัด

ภาย ในงานจะมีการนำองค์ความรู้ต่างๆ ที่มีอยู่ในวัฒนธรรมแต่ละภูมิภาคของไทย จัดแสดงให้ประชาชนได้ย้อนรำลึกและตระหนักถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิม ในแต่ละท้องถิ่น ที่ได้สั่งสม ถ่ายทอด และพัฒนาสืบต่อกันมาในท้องถิ่นผ่านสมุนไพรและผักพื้นบ้าน ที่หล่อหลอมอยู่ในวิถีชีวิตปัจจุบัน

นอก จากนี้ยังมีการอบรมฟรีกว่า 40 หลักสูตร การประชุมวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทยฯ แห่งชาติ ครั้งที่ 6 การประชุมความร่วมมือของกลุ่มประเทศอาเซียน +สี่ การบริการนวดไทย การแพทย์พื้นบ้านนานาชาติ เช่น การแพทย์พื้นบ้านลุ่มน้ำโขง การแพทย์จีน การแพทย์ญี่ปุ่น และการตรวจและรักษาสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือกฟรี